
ทดสอบรถ Chevrolet Captiva รุ่นปี 2012
หลังจากที่เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยม Chevrolet Captiva รุ่นปี 2012 ซึ่งเป็นรุ่นที่สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ โดยเราได้ขับทดสอบสมรรถนะของรถเชฟโรเลต แคปติว่า 2012 จากใจกลางเมืองกรุงเทพไปสู่ปลายทางที่เขาใหญ่ มีระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร
LTZ ...ที่สุดในตัวท๊อปที่ครบเครื่องจากโรงงาน
หลังจากฝ่าการจราจรในเมืองมาจนถึงที่นัดหมายย่านใจกลางเมืองเราก็พบกับ
Chevrolet Captiva ใหม่ที่พร้อมรอให้เราขับในโรงแรมย่านราชประสงค์
ซึ่งเส้นทางของเรานั้นคือขับจากใจกลางเมืองสู่ปลายทางธรรมชาติที่เขาใหญ่
โดยมีระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร เป็นบททดสอบสำคัญ
เราใช้เวลาเดินสำรวจรถสักครู่หนึ่งเพื่อหาข้อแตกต่างของรถรุ่นใหม่
จากรุ่นเดิมที่สามารถสังเกตได้ทันทีที่มันเตะตาด้วยลุคที่โมเดิร์นและดุดัน
ยิ่งขึ้น ไฟที่ดูหรูหราถูกปรับให้สปอร์ต มีเพื่อนสื่อบางท่านบอกว่าเหมือนไฟ
Lancer EX แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะในรุ่นท๊อปสุดนี้มาพร้อมล้อขอบ 19
นิ้ว และยาง Hankook Optima จากโรงงาน
ส่วนบั้นท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยและที่
เซ็งที่สุดคือตำแหน่งการวางยางอะไหล่ใต้ท้องด้านหลัง ที่ยืนใกล้ๆอาจจะเฉยๆ
แต่เมื่อยืนไกลๆก็จะเห็นชัดเจน ยิ่งใครขับตามกลางคืนส่องไฟหน้าเข้า
แทบจะร้องว่า "แม่เจ้า!" เพราะ
นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับรถราคาล้านกลาง
แต่ได้ข่าวว่าวิศวกรก็สังเกตเห็นข้อนี้เช่นกันและอาจจะเอาออกแล้วแทนที่ด้วย
ตัวช่วยแบบอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยใช้แรง
ในช่วงแรกเรารับบทเป็นผู้โดยสารที่ดีเพื่อสัมผัสอรรถรสเต็มที่ของ
Chevrolet Captiva ใหม่ ซึ่งทันทีที่ปิดประตูหย่อนตัวลงบนเบาะหน้า
ก็สามารถรับรู้ความรู้สึกที่สะดวกสบายทันสมัย ตบแต่งอย่างลงตัว
กลิ่นไอความสปอร์ตแฝงมาเล็กๆ ที่จะพอรู้สึกได้
แต่โดยรวมการออกแบบคอนโซลหน้าทำได้ดี ช่องเก็บของต่างๆ เพียบ
ส่วนด้านหลังนั่งสบายไร้ปัญหาไม่ว่าจะตัวใหญ่แค่ไหนก็ลงตัว
มีพื้นที่วางขาเหลือพอให้นั่งขัดสมาธิ
แต่ที่ดูเหมือนจะขาดคือแอร์ตอนหลังที่น่าจะเพิ่มเข้ามาในอนาคต
เมื่อเริ่มออกจากจุดสตาร์ทเพื่อนสื่อมวลชนของเราพาเราทะยานผ่านการจราจร
ที่ติดขัดในเมือง ย่านราชประสงค์มุ่งสู่ถนนพระรามที่ 4
เพื่อต่ออยอดออกนอกเมืองนั้น Captiva
ค่อนข้างให้ความคล่องตัวได้ดีในระดับหนึ่ง
การใช้พวงมาลัยนั้นเท่าที่สังเกตค่อนข้างมีความแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ
เรามุ่งเข้ามอเตอร์เวย์ที่เพียงอึดใจเดียวความเร็วก็ไต่ไประดับ 130
ก.ม./ชม. จนแทบไม่ทันสังเกตเพราะเสียงเครื่องนิ่มมาก
ประกอบกับเสียงรบกวนจากห้องโดยสารก็ถูกขจัดแทบหมดสิ้นเสียงแหวกลมที่รบกวนใจ
ในขณะที่การสั่งสะเทือนจากการขับขี่ในห้องโดยสารไม่ค่อยไม่ค่อยมีมากมายนัก
แม้จะเป็นล้ออัลลอยขอบ 19 นิ้ว ก็ตาม
การขับขี่สนุกที่ผ่านการทดสอบจริง
ความสบายในการขับขี่นั้นทำให้สุนทรีย์การเดินทางดีขึ้นโดยที่ไม่รบกวนใจ
ในระหว่างล้อหมุนยิ่งได้ระบบ 3D Sound staging ที่ขับกล่อมผ่านลำโพง 8
ตัวในรถ ควบคุมการทำงานอย่างเหนือชั้นผ่านชุดควบคุมคอมพิวเตอร์
ทำให้รู้สึกได้ว่าเครื่องเสียงในรถนั้นมีมิติเสียงที่แตกต่างอยากชัดเจน
โดยสามารถเลือกได้ 2 โหมด คือ Passenger และ Driver
ให้การตอบสนองผ่านเสียงกลางและเสียงแหลม โดยมาพร้อมระบบนำทาง และช่องเสียบ
USB ที่ต้องปลดคอนโซลกลางเลื่อนถอยหลังเพื่อเสียบใส่
ซึ่งอาจจะลำบากถ้าคุณขับรถคนเดียว
การเดินทางของเรานั้นไม่นานก็มาถึงฉะเชิงเทรา
ที่ใครจะคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นบททดสอบสำคัญ
ที่ก่อนหน้าที่เราจะออกเดินทาง GM ได้บอกข้อมูลมาคร่าวๆว่าพวกเขาจัด E85
ไว้ให้ได้ลิ้มลองกัน ซึ่งระหว่างทางที่มาก็ตอบสนองได้ดี
แต่จะเอาอะไรเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่ารถคันนี้ทรงสมรรถนะ
คำตอบนี้ไม่มีอะไรดีเท่าการขึ้นประชันกับรถของคู่แข่งค่ายๆอื่น
ที่ไม่ช้านานเราก็โดนเพื่อนในคาราวานทดสอบส่งไม้ให้ไปไล่ BMW X3
ซึ่งขับบึ่งตามกันมา
ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าไม่ถูกต้องนักและไม่ควรทำเป็นเยี่ยงอย่าง
แต่เพื่อนสื่อมวลชนผู้กุมพวงมาลัย ก็อยากลองว่าสมรรถนะ Captiva ใหม่
จะไปได้ไกลแค่ไหนกัน
ในตอนที่แซงผ่านไปนั้นเราลอยอยู่ที่ความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ก่อนที่จะกระชากเข้าสู่โหมด Driver Shift Control
ที่ใช้งานง่านดายเพียงผลักออกข้างซ้ายของตำแหน่ง D แล้วผลักคันเกียร์ขึ้น
เพื่อเพิ่มตำแหน่งเกียร์ และตบลงเพื่อลดตำแหน่งเกียร์
ซึ่งทันทีที่เข้าโหมดนี้ เราพบว่าการสั่งการเปลี่ยนเกียร์ Captiva ใหม่
ออกแนวหน่วงเล็กน้อย ก่อนจัดการตามใจฉันแต่ก็ไม่เลวร้ายนักถ้าจับจังหวะได้
แล้วเราก็เร่งเข้าประชิดคู่ขาทันที
ถ้าเทียบ Captiva
กับรถอเนกประสงค์ยุโรปนั้นถือว่าเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างหนักเอาการและเพื่อน
สื่อฯ เราก็พยายามเค้นสุดชีวิตพร้อม 4 ชีวิตในรถและสัมภาระกระเป๋าเป้คนละใบ
ทำการประชิดข้าศึกจนทะลุเพดานความเร็วปลายได้ที่ 185
กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่รอบ 5000 กว่าๆ รอบต่อนาที
ส่วนคู่แข่งเราก็หนีเต็มที่แต่ก็ห่างกันเพียงช่วง 2 คัน
รถ
แต่แล้วเราก็พบปัญหาอย่างหนึ่งคือถ้าคุณเค้นพละกำลังมากจะได้กลิ่นน้ำมัน
เข้ารถอย่างชัดเจนได้ดมกันทั่วหน้า
ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าปลื้มนักถ้าลูกค้าใช้งานและเดินทางไปกับครอบครัว
หลังทานมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำในที่สุดก็เป็นโอกาสของเราที่จะได้สัมผัสการ
ขับขี่ของ Chevrolet captiva ใหม่ด้วยตนเอง ที่เส้นทางใน session 3
นี้ค่อนข้างจะเป็นเส้นทางผสมผสาน ทั้งทางลาดยางและลูกรัง
ซึ่งทันทีที่หย่อนตัวลงบนเบาะค่อนข้างน่าประทับใจในความนุ่มสบายก่อนปรับ
เบาะที่ทำงานด้วยไฟฟ้าใช้งานง่ายไม่ยากจนเกินเข้าใจให้พอดีกับท่านั่ง
ที่ตัวผมสูง 183 หนักตอนนี้เริ่มอ้วนที่ 93 กิโลกรัมนั้น
ไม่อึดอัดแถมพื้นที่วางขาเหลือเฟือ
แล้วจัดปรับพวงมาลัยให้เหมาะสมรัดเข็ดขัดพร้อมออกเดินทาง
ทันทีที่เลื่อนรถสู่การเดินทาง
ความรู้สึกทางด้านระบบกันสะเทือนนั้นต้องยอมรับว่าเซทมาอย่างดีจนให้ความ
ประทับใจในการขับขี่แม้จะมีเรื่องกวนใจจากเสียงยางบ้างแต่ก็ถือว่ารับได้
เราขับรถมาเรื่อยก่อนยูเทิร์นเข้าทางของคนในพื้นที่
ซึ่งเส้นทางนี้ค่อนข้างคดเคี้ยวเลี้ยวไปๆมาๆ แต่ช่วงCaptiva ก็ตอบสนองได้ดี
เกาะแน่นไม่ย้วย ส่วนหนึ่งมาจากระบบ Traction Contol และการทำงานของ ESP
แต่ก็ทำได้ดีเช่นกันเมื่อลองแอบปลดระบบเพื่อความมันส์
ส่วนการโยนตัวในห้องโดยสารนั้นมีเป็นธรรมดาแต่ไม่โคลงมาก
ส่วนด้านหลังก็ไม่โยนจนเวียนหัว ถือว่าผ่าน
เราขับมาได้สักพักก็มาเจอทางฝุ่นในถนนปลอดฝุ่น ที่เล่นเอางงตามๆกัน
แต่คาราวานเราก็ลุยดะเล่นเอาฝุ่นตลบจนชาวบ้านฝากของแถมมาเป็นนิ้วกลาง
ทว่ากลับมาที่บททดสอบ ในจุดนี้รถอเนกประสงค์โบว์สามารถตอบสนองได้ดี
แม้ช่วงล่างที่เราบอกแน่นมากน่าจะให้ความรู้สึกกระด้างบนถนนแบบนี้แต่กลับ
ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
เทคโนโลยีที่เพียบและพร้อมใช้
หลังจากที่เราฝ่าทางลูกรังมาได้
ผมก็ได้โดกาสทดสอบอัตราเร่งของรถอย่างเต็มที่ ที่เราพบว่า Captiva
สามารถตอบสนองได้ดีในช่วงรอบกลาง (3-4 พันรอบ)
และทำได้ดีขึ้นเมื่อใช้โหมดสับเองแต่ระหว่างเปลี่ยนโหมดนั้นจะมีหน่วงอย่าง
ที่กล่าวไปแล้วประมาณเสี้ยววินาที
ส่วนพวงมาลัยนั้นค่อนข้างเบาแต่แม่นยำสูงพอตัวเลยทีเดียว
เราลองเหวี่ยงโค้งเล็กน้อยในย่านความเร็วสูงพบว่าไม่มีหนทางใดที่จะทำให้
ได้ยินเสียงยางดังเอี๊ยดๆ!!
ทว่าพละกำลังเครื่องจากเบนซินนั้นอาจจะเป็นปัญหาเล็กน้อย
โดยเฉพาะยามขึ้นเขาหรือทางชัน
เพราะรถจะอืดอย่างชัดเจนจนเหมือนไม่กำลังแต่แก้ได้ด้วยการ
คิกดาวน์หรือใช้โหมดตัวช่วยเพื่อลดตำแหน่งเกียร์ ก็พอไหวอยู่
ไม่นานเราก็มาถึงที่หมายที่เป็นอ่างเก็บน้ำในพื้นที่
ซึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญในการทดสอบ Hill Decent Control(HDC)
ที่ทำงานทันที่กดปุ่มตรงคอนโซลกลาง ใกล้มือซ้ายคนขับ
ระบบก็จะเริ่มสั่งการรักษาความเร็วในการลงทางลาดชั้นไม่ให้พุ่งหลาว
น่าจะมีประโยชน์มากสำหรับทางชัน แต่หากใช้ร่วมกับ Cruise Control
นั้นจะเป็นการรักษาระดับความเร็วที่เดินทางมากเช่นเดินทางมา 20 ก.ม.
/ชั่วโมงแล้วล็อคไว้ เมื่อ ทำงานกับ HDC ก็จะปรับการลงเขาในความเร็วของ
Cruise speed นั่นเอง
พูดถึง Cruise Control ระบบรักษาความเร็วใน Captiva
ใหม่นี้ก็ค่อนข้างใช้งานง่ายทั้งหมดอยู่บนพวงมาลยทางด้านขวา
ที่ยังมีการปรับเครื่องเสียงและแอร์เสริมเข้ามาเยอะจนสับสน
แต่ก็มีการเล่นระดับให้จับความรู้สึกได้ โดยในส่วนของcruise
นั้นพอเปิดSwitch แล้วกดปุ่น Set
ที่อยู่ด้านหลังด้านล่างก็จะทำการล็อคความเร็วทันที
ซึ่งนอกจากนี้หากใช้ร่วมกับตำแหน่งเกียร์ D และ Eco
โหมดที่สามารถเลือกให้ประหยัดได้ ก็พอเห็นตัวเลขประหยัดแถวๆ 10
กิโลเมตรต่อลิตรกันอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดเราก็เดินทางมาถึงที่พักย่านเขาใหญ่ ที่ซึ่งเราได้ทดลองระบบ
Hill Start Assist ระหว่างทางขึ้นลาดชันของ lobby
ระบบนี้จะช่วยหน่วงประมาณ 2 วินาที
ซึ่งเมื่อทำงานกับเกียร์อัตโนมัติรถจะไม่ไหลเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะในกลุ่มเบนซินนี้ ที่มีแรงบิดสูงในรอบกลางชัดเจนมาก
และมีประโยชน์มากต่อท่านสตรีเพศ
LT พระรองก็น่าคบแค่แตกต่างกันเล็กน้อย
หลังจากผ่านค่ำคืนอันแสนหวานในเช้าวันใหม่นี้เราก้ได้ฤกษ์เดินทางกลับ
เมืองหลวง ที่เราแทบจะไม่อยากออกจากห้องของ "มุติมายา"
รีสอร์ทแสนสวยระดับหรูที่หากมีโอกาสต้องมาสัมผัสความเป็นธรรมชาติที่นี่
ในแมทช์ขากลับนี้เราโบกมือลาเจ้า LTZ แล้วโดดขึ้นรุ่น LT
แต่ทีแรกก็นึกว่าเพื่อนๆสื่อจะขับกลับแต่กับให้เรารับหน้าที่พลขับกลับยัง
กทม. แทนเสียอย่างงั้น
การขับรุ่นพระรองนั้นเมื่อหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะที่ตบแต่งเหมือนกันทำให้
รู้สึกไม่แตกต่างอะไรมากมายจากรุ่นท๊อปนัก ทั้งเกียร์ 6 สปีด แอร์อัตโนมัติ
ฟังชั่นความปลอดภัยและเทคโนโลยีชั้นนำยังมาครบครัน จะขาดก็แต่จอนาวิเกชั่นและทัชสกรีน 7นิ้วที่ยังไร้วี่แววช่องเสียบ USB ด้วย
เราเดินทางออกตามเส้นทางถนนมิตรภาพที่สามารถรู้สึกได้ว่าเสียงยางตีปั๊บๆ
หายไป เพราะมาล้อคันนี้ใช้ขอบ 18 นิ้ว
แต่แทนที่จะรู้สึกว่ารถนุ่มกว่าเจ้าตัวท๊อปกับแข็งกระด้างกว่า
ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากยางอีกเช่นเคยที่เลือกใช้ยาง Dunlop
ซึ่งยี่ห้อนี้มีเอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตก็ไม่น่าแปลกใจนัก
โดยรวมสมรรถนะการขับขี่ไม่ต่างจากตัวท๊อปการเก็บเสียงห้องโดยสารก็ทำไม่
ได้แพ้รุ่นพี่ แต่แล้วเราก็มาเจอบททดสอบสำคัญช่วงปากช่องเมื่อเพื่อนร่วมทาง
เกิดตัดโค้งเข้ามาและในขณะที่อัด140 ก.ม./ชม.
เรารู้สึกว่ารถจะมีอาการโยนออกมากขึ้นเมื่อยางแก้มสูงกว่า
การเกาะถนนมีความแม่นยำลดลงจนพอสังเกตได้แต่ก็ไม่มากมายนัก
เราทำเวลาเข้ากรุงพอสมควรและจัดเต็มบนทางด่วนโทลเวย์เพื่อทดสอบโหมดความเร็ว
สูงแต่กระแทกกระทั้นเท่าไรความเร็วก็แตะ 170 กม/ชม. เหมือนเดิม
ซึ่งไม่แน่ใมจว่าตั้งใจล็อคไว้หรือไม่
ในขณะที่การทรงตัวนั้นทำได้ดีแม้จะเจอวูบวาบบ้างถ้าเจอลมข้าง(Cross
Wind)แรงๆ
ทั้งนี้หลังจากขับทดสอบ Chevrolet Captiva ใหม่
นี้
ต้องยอมรับครับว่าเป็นรถที่มีความอเนประสงค์ลงตัวสมรรถนะการขับขี่เน้นย่าน
ความเร็วเดินทาง ส่วนอัตราประหยัดน้ำมันที่เราขับความเร็วเฉลี่ย 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทบจะตลอดทางและย่านความเร็วสูงนั้น เราได้ตัวเลประหยัดจาก trip meter ที่ 12.7 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือประมาณ 7-8 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งไม่น่าแปลกใจสำหรับรถที่มีน้ำหนัก 1.8 ตัน ที่รวมผู้โดยสาร 4 คน+สัมภาระก็น่าจะราวๆ 2 ตันได้
****อย่างไรก็ดีเท่าที่ได้พูด
คุยหลังทดสอบทาง Chevrolet
ได้แบไต๋มาว่ารุ่นดีเซลมีแน่แต่จะออกมาในช่วงหลังจากนี้ 6
เดือนหรือในต้นปีหน้า
ซึ่งน่าจะเป็นเพราะรอเครื่องใหม่จากกระบะขั้นเทพของค่าย
ที่หากไม่รีบรอได้ก็น่าจะรอ
คะแนนขับขี่โดยรวม ของ 2012 Chevrolet captiva
|
หัวข้อ
|
คะแนน (เต็ม10) ให้
|
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
|
|
รูปลักษณ์ภายนอก
|
8
|
น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบั้นท้ายบ้างโดยเฉพาะเรื่องของที่ไว้ยางอะไหล่ที่โผล่มาจนไม่น่าประทับใจสำหรับรถที่มีราคาล้านอัพ
|
|
ภายในห้องโดยสาร
|
9.5
|
ทุกอย่างลงตัวเราชอบมากโดยเฉพาะการตบแต่ง
แต่ด้วยความเยอะบางทีก็พาสับสนไป
โดยเฉพาะที่พวงมาลัยคงต้องใช้ความคุ้นเคย แต่ถือว่ายอดเยี่ยม
ทั้งความกว้างด้านหน้า-ด้านหลัง รวมถึงส่วนสัมภาระด้วย
แต่น่าจะเพิ่มแอร์ตอนหลัง เพื่อการกระจายลมเย็น
|
|
สมรรถนะเครื่องยนต์-ความประหยัด
|
9
|
อย่างที่กล่าวว่ารถคันนี้มีดีที่ E85
และเราขอปรบมือให้ความตั้งใจจริงขิง GM
แต่เรื่องกลิ่นน้ำมันเข้ารถในการเค้นเครื่อง นี่ต้องแก้ไขโดยไว
ส่วนเกียร์ก็หน่วงไปหน่อยถ้ายามคับขันอาจจะเป็นปัญหาได้ แต่การไล่ X3
พอตามตูดได้ถือว่าโอเคเลย
|
|
การเกาะถนนและเทคโนโลยี
|
9.5
|
ทำได้ดีในจุดนี้ ความหนึบแน่นนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากเทคโนโลยี แต่เราลองแอบปลอดระบบดูก็ถือว่าใช้ได้แท้จะโยนๆไปบ้างก็ตาม
|