ค้นหาข้อมูล

ถูกใจก็คลิก Like ด้วยนะค๊ะ

Speed Test
ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตฟรี
Speed Test 
โพสต์ล่าสุด
เผยโฉมหมดเปลือก Honda CR-V Minorchange 2015 (ดู: 721)
เผยโฉม Honda Civic Type R Concept II ก่อนเปิดตัวที่ปารีสมอเตอร์โชว์ (ดู: 405)
10 รถยนต์เด่นงานอินโดฯมอเตอร์โชว์ 2014 (ดู: 505)
ฤกษ์ออกรถใหม่ เดือนกันยายน 2557 (ดู: 1,037)
เตรียมตัวพบกับ Honda Mobilio 2014 (โมบิลิโอ) เร็วๆ นี้ (ดู: 1,034)
เปิดตัว Mazda MX-5 2016 รถเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด (ดู: 804)
เผยโฉม Suzuki Ciaz รถซีดานใหม่จากซูซูกิ (ดู: 613)
รถซูเปอร์คาร์ (Super Car) ที่ใครก็อยากได้ (ดู: 691)
nissan march 2014 เพิ่มสีใหม่ นิสสัน มาร์ช 2014 ฟ้า คาปรี บลู (ดู: 650)
ผลการวิจัยชี้ว่า รถมาสด้า คุณภาพดีกว่า โตโยต้า-ฮอนด้า (ดู: 3,442)
RakCar Menu

พยากรณ์อากาศ


ทดสอบรถ Chevrolet Captiva รุ่นปี 2012

อัพเดท: 15 กรกฎาคม 2554 11:17  อ่าน: 20,030 หมวด: ทดสอบรถยนต์ Test Drive

ทดสอบรถ Chevrolet Captiva รุ่นปี 2012

หลังจากที่เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยม Chevrolet Captiva รุ่นปี 2012 ซึ่งเป็นรุ่นที่สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ โดยเราได้ขับทดสอบสมรรถนะของรถเชฟโรเลต แคปติว่า 2012 จากใจกลางเมืองกรุงเทพไปสู่ปลายทางที่เขาใหญ่ มีระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร

LTZ ...ที่สุดในตัวท๊อปที่ครบเครื่องจากโรงงาน

หลังจากฝ่าการจราจรในเมืองมาจนถึงที่นัดหมายย่านใจกลางเมืองเราก็พบกับ Chevrolet Captiva ใหม่ที่พร้อมรอให้เราขับในโรงแรมย่านราชประสงค์ ซึ่งเส้นทางของเรานั้นคือขับจากใจกลางเมืองสู่ปลายทางธรรมชาติที่เขาใหญ่ โดยมีระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร เป็นบททดสอบสำคัญ

เราใช้เวลาเดินสำรวจรถสักครู่หนึ่งเพื่อหาข้อแตกต่างของรถรุ่นใหม่ จากรุ่นเดิมที่สามารถสังเกตได้ทันทีที่มันเตะตาด้วยลุคที่โมเดิร์นและดุดัน ยิ่งขึ้น ไฟที่ดูหรูหราถูกปรับให้สปอร์ต มีเพื่อนสื่อบางท่านบอกว่าเหมือนไฟ Lancer EX แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะในรุ่นท๊อปสุดนี้มาพร้อมล้อขอบ 19 นิ้ว และยาง Hankook Optima จากโรงงาน ส่วนบั้นท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยและที่ เซ็งที่สุดคือตำแหน่งการวางยางอะไหล่ใต้ท้องด้านหลัง ที่ยืนใกล้ๆอาจจะเฉยๆ แต่เมื่อยืนไกลๆก็จะเห็นชัดเจน ยิ่งใครขับตามกลางคืนส่องไฟหน้าเข้า แทบจะร้องว่า "แม่เจ้า!" เพราะ นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับรถราคาล้านกลาง แต่ได้ข่าวว่าวิศวกรก็สังเกตเห็นข้อนี้เช่นกันและอาจจะเอาออกแล้วแทนที่ด้วย ตัวช่วยแบบอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยใช้แรง

ในช่วงแรกเรารับบทเป็นผู้โดยสารที่ดีเพื่อสัมผัสอรรถรสเต็มที่ของ Chevrolet Captiva ใหม่ ซึ่งทันทีที่ปิดประตูหย่อนตัวลงบนเบาะหน้า ก็สามารถรับรู้ความรู้สึกที่สะดวกสบายทันสมัย ตบแต่งอย่างลงตัว กลิ่นไอความสปอร์ตแฝงมาเล็กๆ ที่จะพอรู้สึกได้ แต่โดยรวมการออกแบบคอนโซลหน้าทำได้ดี ช่องเก็บของต่างๆ เพียบ ส่วนด้านหลังนั่งสบายไร้ปัญหาไม่ว่าจะตัวใหญ่แค่ไหนก็ลงตัว มีพื้นที่วางขาเหลือพอให้นั่งขัดสมาธิ แต่ที่ดูเหมือนจะขาดคือแอร์ตอนหลังที่น่าจะเพิ่มเข้ามาในอนาคต

เมื่อเริ่มออกจากจุดสตาร์ทเพื่อนสื่อมวลชนของเราพาเราทะยานผ่านการจราจร ที่ติดขัดในเมือง ย่านราชประสงค์มุ่งสู่ถนนพระรามที่ 4 เพื่อต่ออยอดออกนอกเมืองนั้น Captiva ค่อนข้างให้ความคล่องตัวได้ดีในระดับหนึ่ง การใช้พวงมาลัยนั้นเท่าที่สังเกตค่อนข้างมีความแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ

เรามุ่งเข้ามอเตอร์เวย์ที่เพียงอึดใจเดียวความเร็วก็ไต่ไประดับ 130 ก.ม./ชม. จนแทบไม่ทันสังเกตเพราะเสียงเครื่องนิ่มมาก ประกอบกับเสียงรบกวนจากห้องโดยสารก็ถูกขจัดแทบหมดสิ้นเสียงแหวกลมที่รบกวนใจ ในขณะที่การสั่งสะเทือนจากการขับขี่ในห้องโดยสารไม่ค่อยไม่ค่อยมีมากมายนัก แม้จะเป็นล้ออัลลอยขอบ 19 นิ้ว ก็ตาม

การขับขี่สนุกที่ผ่านการทดสอบจริง

 

ความสบายในการขับขี่นั้นทำให้สุนทรีย์การเดินทางดีขึ้นโดยที่ไม่รบกวนใจ ในระหว่างล้อหมุนยิ่งได้ระบบ 3D Sound staging ที่ขับกล่อมผ่านลำโพง 8 ตัวในรถ ควบคุมการทำงานอย่างเหนือชั้นผ่านชุดควบคุมคอมพิวเตอร์ ทำให้รู้สึกได้ว่าเครื่องเสียงในรถนั้นมีมิติเสียงที่แตกต่างอยากชัดเจน โดยสามารถเลือกได้ 2 โหมด คือ Passenger และ Driver ให้การตอบสนองผ่านเสียงกลางและเสียงแหลม โดยมาพร้อมระบบนำทาง และช่องเสียบ USB ที่ต้องปลดคอนโซลกลางเลื่อนถอยหลังเพื่อเสียบใส่ ซึ่งอาจจะลำบากถ้าคุณขับรถคนเดียว

การเดินทางของเรานั้นไม่นานก็มาถึงฉะเชิงเทรา ที่ใครจะคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นบททดสอบสำคัญ ที่ก่อนหน้าที่เราจะออกเดินทาง GM ได้บอกข้อมูลมาคร่าวๆว่าพวกเขาจัด E85 ไว้ให้ได้ลิ้มลองกัน ซึ่งระหว่างทางที่มาก็ตอบสนองได้ดี แต่จะเอาอะไรเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่ารถคันนี้ทรงสมรรถนะ

คำตอบนี้ไม่มีอะไรดีเท่าการขึ้นประชันกับรถของคู่แข่งค่ายๆอื่น ที่ไม่ช้านานเราก็โดนเพื่อนในคาราวานทดสอบส่งไม้ให้ไปไล่ BMW X3 ซึ่งขับบึ่งตามกันมา ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าไม่ถูกต้องนักและไม่ควรทำเป็นเยี่ยงอย่าง แต่เพื่อนสื่อมวลชนผู้กุมพวงมาลัย ก็อยากลองว่าสมรรถนะ Captiva ใหม่ จะไปได้ไกลแค่ไหนกัน

ในตอนที่แซงผ่านไปนั้นเราลอยอยู่ที่ความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะกระชากเข้าสู่โหมด Driver Shift Control ที่ใช้งานง่านดายเพียงผลักออกข้างซ้ายของตำแหน่ง D แล้วผลักคันเกียร์ขึ้น เพื่อเพิ่มตำแหน่งเกียร์ และตบลงเพื่อลดตำแหน่งเกียร์ ซึ่งทันทีที่เข้าโหมดนี้ เราพบว่าการสั่งการเปลี่ยนเกียร์ Captiva ใหม่ ออกแนวหน่วงเล็กน้อย ก่อนจัดการตามใจฉันแต่ก็ไม่เลวร้ายนักถ้าจับจังหวะได้ แล้วเราก็เร่งเข้าประชิดคู่ขาทันที

ถ้าเทียบ Captiva กับรถอเนกประสงค์ยุโรปนั้นถือว่าเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างหนักเอาการและเพื่อน สื่อฯ เราก็พยายามเค้นสุดชีวิตพร้อม 4 ชีวิตในรถและสัมภาระกระเป๋าเป้คนละใบ ทำการประชิดข้าศึกจนทะลุเพดานความเร็วปลายได้ที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่รอบ 5000 กว่าๆ รอบต่อนาที

ส่วนคู่แข่งเราก็หนีเต็มที่แต่ก็ห่างกันเพียงช่วง 2 คัน รถ แต่แล้วเราก็พบปัญหาอย่างหนึ่งคือถ้าคุณเค้นพละกำลังมากจะได้กลิ่นน้ำมัน เข้ารถอย่างชัดเจนได้ดมกันทั่วหน้า ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าปลื้มนักถ้าลูกค้าใช้งานและเดินทางไปกับครอบครัว

หลังทานมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำในที่สุดก็เป็นโอกาสของเราที่จะได้สัมผัสการ ขับขี่ของ Chevrolet captiva ใหม่ด้วยตนเอง ที่เส้นทางใน session 3 นี้ค่อนข้างจะเป็นเส้นทางผสมผสาน ทั้งทางลาดยางและลูกรัง ซึ่งทันทีที่หย่อนตัวลงบนเบาะค่อนข้างน่าประทับใจในความนุ่มสบายก่อนปรับ เบาะที่ทำงานด้วยไฟฟ้าใช้งานง่ายไม่ยากจนเกินเข้าใจให้พอดีกับท่านั่ง ที่ตัวผมสูง 183 หนักตอนนี้เริ่มอ้วนที่ 93 กิโลกรัมนั้น ไม่อึดอัดแถมพื้นที่วางขาเหลือเฟือ แล้วจัดปรับพวงมาลัยให้เหมาะสมรัดเข็ดขัดพร้อมออกเดินทาง

ทันทีที่เลื่อนรถสู่การเดินทาง ความรู้สึกทางด้านระบบกันสะเทือนนั้นต้องยอมรับว่าเซทมาอย่างดีจนให้ความ ประทับใจในการขับขี่แม้จะมีเรื่องกวนใจจากเสียงยางบ้างแต่ก็ถือว่ารับได้ เราขับรถมาเรื่อยก่อนยูเทิร์นเข้าทางของคนในพื้นที่ ซึ่งเส้นทางนี้ค่อนข้างคดเคี้ยวเลี้ยวไปๆมาๆ แต่ช่วงCaptiva ก็ตอบสนองได้ดี เกาะแน่นไม่ย้วย ส่วนหนึ่งมาจากระบบ Traction Contol และการทำงานของ ESP แต่ก็ทำได้ดีเช่นกันเมื่อลองแอบปลดระบบเพื่อความมันส์ ส่วนการโยนตัวในห้องโดยสารนั้นมีเป็นธรรมดาแต่ไม่โคลงมาก ส่วนด้านหลังก็ไม่โยนจนเวียนหัว ถือว่าผ่าน

เราขับมาได้สักพักก็มาเจอทางฝุ่นในถนนปลอดฝุ่น ที่เล่นเอางงตามๆกัน แต่คาราวานเราก็ลุยดะเล่นเอาฝุ่นตลบจนชาวบ้านฝากของแถมมาเป็นนิ้วกลาง ทว่ากลับมาที่บททดสอบ ในจุดนี้รถอเนกประสงค์โบว์สามารถตอบสนองได้ดี แม้ช่วงล่างที่เราบอกแน่นมากน่าจะให้ความรู้สึกกระด้างบนถนนแบบนี้แต่กลับ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

เทคโนโลยีที่เพียบและพร้อมใช้

หลังจากที่เราฝ่าทางลูกรังมาได้ ผมก็ได้โดกาสทดสอบอัตราเร่งของรถอย่างเต็มที่ ที่เราพบว่า Captiva สามารถตอบสนองได้ดีในช่วงรอบกลาง (3-4 พันรอบ) และทำได้ดีขึ้นเมื่อใช้โหมดสับเองแต่ระหว่างเปลี่ยนโหมดนั้นจะมีหน่วงอย่าง ที่กล่าวไปแล้วประมาณเสี้ยววินาที ส่วนพวงมาลัยนั้นค่อนข้างเบาแต่แม่นยำสูงพอตัวเลยทีเดียว

เราลองเหวี่ยงโค้งเล็กน้อยในย่านความเร็วสูงพบว่าไม่มีหนทางใดที่จะทำให้ ได้ยินเสียงยางดังเอี๊ยดๆ!! ทว่าพละกำลังเครื่องจากเบนซินนั้นอาจจะเป็นปัญหาเล็กน้อย โดยเฉพาะยามขึ้นเขาหรือทางชัน เพราะรถจะอืดอย่างชัดเจนจนเหมือนไม่กำลังแต่แก้ได้ด้วยการ คิกดาวน์หรือใช้โหมดตัวช่วยเพื่อลดตำแหน่งเกียร์ ก็พอไหวอยู่

ไม่นานเราก็มาถึงที่หมายที่เป็นอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญในการทดสอบ Hill Decent Control(HDC) ที่ทำงานทันที่กดปุ่มตรงคอนโซลกลาง ใกล้มือซ้ายคนขับ ระบบก็จะเริ่มสั่งการรักษาความเร็วในการลงทางลาดชั้นไม่ให้พุ่งหลาว น่าจะมีประโยชน์มากสำหรับทางชัน แต่หากใช้ร่วมกับ Cruise Control นั้นจะเป็นการรักษาระดับความเร็วที่เดินทางมากเช่นเดินทางมา 20 ก.ม. /ชั่วโมงแล้วล็อคไว้ เมื่อ ทำงานกับ HDC ก็จะปรับการลงเขาในความเร็วของ Cruise speed นั่นเอง

พูดถึง Cruise Control ระบบรักษาความเร็วใน Captiva ใหม่นี้ก็ค่อนข้างใช้งานง่ายทั้งหมดอยู่บนพวงมาลยทางด้านขวา ที่ยังมีการปรับเครื่องเสียงและแอร์เสริมเข้ามาเยอะจนสับสน แต่ก็มีการเล่นระดับให้จับความรู้สึกได้ โดยในส่วนของcruise นั้นพอเปิดSwitch แล้วกดปุ่น Set ที่อยู่ด้านหลังด้านล่างก็จะทำการล็อคความเร็วทันที ซึ่งนอกจากนี้หากใช้ร่วมกับตำแหน่งเกียร์ D และ Eco โหมดที่สามารถเลือกให้ประหยัดได้ ก็พอเห็นตัวเลขประหยัดแถวๆ 10 กิโลเมตรต่อลิตรกันอยู่บ้าง

ท้ายที่สุดเราก็เดินทางมาถึงที่พักย่านเขาใหญ่ ที่ซึ่งเราได้ทดลองระบบ Hill Start Assist ระหว่างทางขึ้นลาดชันของ lobby ระบบนี้จะช่วยหน่วงประมาณ 2 วินาที ซึ่งเมื่อทำงานกับเกียร์อัตโนมัติรถจะไม่ไหลเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มเบนซินนี้ ที่มีแรงบิดสูงในรอบกลางชัดเจนมาก และมีประโยชน์มากต่อท่านสตรีเพศ


LT พระรองก็น่าคบแค่แตกต่างกันเล็กน้อย

หลังจากผ่านค่ำคืนอันแสนหวานในเช้าวันใหม่นี้เราก้ได้ฤกษ์เดินทางกลับ เมืองหลวง ที่เราแทบจะไม่อยากออกจากห้องของ "มุติมายา" รีสอร์ทแสนสวยระดับหรูที่หากมีโอกาสต้องมาสัมผัสความเป็นธรรมชาติที่นี่

ในแมทช์ขากลับนี้เราโบกมือลาเจ้า LTZ แล้วโดดขึ้นรุ่น LT แต่ทีแรกก็นึกว่าเพื่อนๆสื่อจะขับกลับแต่กับให้เรารับหน้าที่พลขับกลับยัง กทม. แทนเสียอย่างงั้น การขับรุ่นพระรองนั้นเมื่อหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะที่ตบแต่งเหมือนกันทำให้ รู้สึกไม่แตกต่างอะไรมากมายจากรุ่นท๊อปนัก ทั้งเกียร์ 6 สปีด แอร์อัตโนมัติ ฟังชั่นความปลอดภัยและเทคโนโลยีชั้นนำยังมาครบครัน จะขาดก็แต่จอนาวิเกชั่นและทัชสกรีน 7นิ้วที่ยังไร้วี่แววช่องเสียบ USB ด้วย

เราเดินทางออกตามเส้นทางถนนมิตรภาพที่สามารถรู้สึกได้ว่าเสียงยางตีปั๊บๆ หายไป เพราะมาล้อคันนี้ใช้ขอบ 18 นิ้ว แต่แทนที่จะรู้สึกว่ารถนุ่มกว่าเจ้าตัวท๊อปกับแข็งกระด้างกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากยางอีกเช่นเคยที่เลือกใช้ยาง Dunlop ซึ่งยี่ห้อนี้มีเอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตก็ไม่น่าแปลกใจนัก

โดยรวมสมรรถนะการขับขี่ไม่ต่างจากตัวท๊อปการเก็บเสียงห้องโดยสารก็ทำไม่ ได้แพ้รุ่นพี่ แต่แล้วเราก็มาเจอบททดสอบสำคัญช่วงปากช่องเมื่อเพื่อนร่วมทาง เกิดตัดโค้งเข้ามาและในขณะที่อัด140 ก.ม./ชม. เรารู้สึกว่ารถจะมีอาการโยนออกมากขึ้นเมื่อยางแก้มสูงกว่า การเกาะถนนมีความแม่นยำลดลงจนพอสังเกตได้แต่ก็ไม่มากมายนัก เราทำเวลาเข้ากรุงพอสมควรและจัดเต็มบนทางด่วนโทลเวย์เพื่อทดสอบโหมดความเร็ว สูงแต่กระแทกกระทั้นเท่าไรความเร็วก็แตะ 170 กม/ชม. เหมือนเดิม ซึ่งไม่แน่ใมจว่าตั้งใจล็อคไว้หรือไม่ ในขณะที่การทรงตัวนั้นทำได้ดีแม้จะเจอวูบวาบบ้างถ้าเจอลมข้าง(Cross Wind)แรงๆ

ทั้งนี้หลังจากขับทดสอบ Chevrolet Captiva ใหม่ นี้ ต้องยอมรับครับว่าเป็นรถที่มีความอเนประสงค์ลงตัวสมรรถนะการขับขี่เน้นย่าน ความเร็วเดินทาง ส่วนอัตราประหยัดน้ำมันที่เราขับความเร็วเฉลี่ย 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทบจะตลอดทางและย่านความเร็วสูงนั้น เราได้ตัวเลประหยัดจาก trip meter ที่ 12.7 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือประมาณ 7-8 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งไม่น่าแปลกใจสำหรับรถที่มีน้ำหนัก 1.8 ตัน ที่รวมผู้โดยสาร 4 คน+สัมภาระก็น่าจะราวๆ 2 ตันได้

****อย่างไรก็ดีเท่าที่ได้พูด คุยหลังทดสอบทาง Chevrolet ได้แบไต๋มาว่ารุ่นดีเซลมีแน่แต่จะออกมาในช่วงหลังจากนี้ 6 เดือนหรือในต้นปีหน้า ซึ่งน่าจะเป็นเพราะรอเครื่องใหม่จากกระบะขั้นเทพของค่าย ที่หากไม่รีบรอได้ก็น่าจะรอ

 

คะแนนขับขี่โดยรวม ของ 2012 Chevrolet captiva

หัวข้อ

คะแนน (เต็ม10) ให้

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

รูปลักษณ์ภายนอก

8

น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบั้นท้ายบ้างโดยเฉพาะเรื่องของที่ไว้ยางอะไหล่ที่โผล่มาจนไม่น่าประทับใจสำหรับรถที่มีราคาล้านอัพ

ภายในห้องโดยสาร

9.5

ทุกอย่างลงตัวเราชอบมากโดยเฉพาะการตบแต่ง แต่ด้วยความเยอะบางทีก็พาสับสนไป โดยเฉพาะที่พวงมาลัยคงต้องใช้ความคุ้นเคย แต่ถือว่ายอดเยี่ยม ทั้งความกว้างด้านหน้า-ด้านหลัง รวมถึงส่วนสัมภาระด้วย แต่น่าจะเพิ่มแอร์ตอนหลัง เพื่อการกระจายลมเย็น

สมรรถนะเครื่องยนต์-ความประหยัด

9

อย่างที่กล่าวว่ารถคันนี้มีดีที่ E85 และเราขอปรบมือให้ความตั้งใจจริงขิง GM แต่เรื่องกลิ่นน้ำมันเข้ารถในการเค้นเครื่อง นี่ต้องแก้ไขโดยไว ส่วนเกียร์ก็หน่วงไปหน่อยถ้ายามคับขันอาจจะเป็นปัญหาได้ แต่การไล่ X3 พอตามตูดได้ถือว่าโอเคเลย

การเกาะถนนและเทคโนโลยี

9.5

ทำได้ดีในจุดนี้ ความหนึบแน่นนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากเทคโนโลยี แต่เราลองแอบปลอดระบบดูก็ถือว่าใช้ได้แท้จะโยนๆไปบ้างก็ตาม

 


ถูกใจบทความช่วยกด Like เพื่อเป็นกำลังใจให้เว็บมาสเตอร์ด้วยนะค๊ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ชื่อ :
ข้อความ : emo1 emo2 emo3 emo4 emo5 emo6 emo7 emo8 emo9 emo10 emo11 emo12 emo13 emo14 emo15
emo16 emo17 emo18 emo19 emo20 emo21 emo22 emo23 emo24 emo25 emo26 emo27 emo28 emo29 emo30 emo31


- หากต้องการใส่รูปคลิกซ้ายที่รูปภาพได้เลย :)
- ขึ้นบรรทัดใหม่โดยการกด Enter จะทำให้ข้อความไม่ยาวจนเกินไป :)
บวกกันให้ด้วยนะ :
Security Code
 

 
w w w . r a k c a r . c o m
www.RakCar.com เว็บไซต์รวบรวมข่าวคราวเกี่ยวกับรถใหม่ทั้งรถในประเทศ และรถจากต่างประเทศ รวมถึงข้อมูลเทคนิคการดูแลรักษารถ
และถามตอบเกี่ยวกับปัญหารถยนต์ทุกรุ่นทุกประเภท
Copy Right © 2010 by RakCar.com Valid XHTML 1.0 Transitional เข้าสู่ระบบ
favoritesตั้งเป็นหน้าที่ชอบ (My Favorits)

เพิ่มลงในหน้าแรกตั้งเป็นหน้าแรก (My Homepage)